Cabane des Dix เปิดประสบการณ์การเดินเขาในช่วงฤดูใบไม้ร่วง

การเดินทางของพวกเราบนเส้นทางสีเหลืองอร่ามในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของของหมู่บ้าน Arolla , หน้าผาหินสูงชัน และกระท่อมหินที่พัก ท่ามกลางหุบเขาสีขาวโพลนแห่งสวิสเซอร์แลนด์

Route : Arolla – Cabane de Dix (2928m) – Grande Dixence
Town, Region : Arolla, Valais
Endurance : 4/5
Technique : 4/5
Hiking Level : T3-T5
Time : 7-9 Hrs.

>> ดาวน์โหลดแผนที่ และ GPS


จุดเริ่มต้น

Cabane des Dix (กาบานเดดิส) เป็นทริปในช่วงต้นเดือนตุลาของสวิสเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นช่วงคาบเกี่ยวระหว่างฤดูใบไม้ร่วงและกำลังจะเข้าสู่ฤดูหนาว ต้องบอกว่าทริปนี้เกิดจากการด้นสดของผมล้วนๆ เนื่องจากพวกเราแพลนกันไว้ว่าจะไปอีกจุดหมายหนึ่งที่เรียกว่า Cabane de Bertol ซึ่งนับเป็นหนึ่งใน The must destination ที่ต้องไปให้ได้ แต่เนื่องจากวันก่อนหน้าวันเดินทาง สภาพอากาศบนภูเขามีการเปลี่ยนแปลงมีหิมะเข้าเร็วก่อนฤดูกาลทำให้เส้นทางที่จะไป Cabane de Bertol นั้นมีความเสี่ยงที่จะเกิดหิมะถล่มสูงเนื่องจากหิมะเพิ่งตกและยังไม่เซ็ตตัวดี ผมจึงต้องหาเส้นทางอื่นที่สามารถเดินทางออกจากเมือง Arolla ได้โดยที่ไม่ต้องเปลี่ยนจุดเริ่มเดิน เพราะจะกระทบกับเวลาในการเดินและต้องคำนวนความเสี่ยงของเส้นทางใหม่

ทริปนี้มีสมาชิกทั้งหมด 3 คนคือ ผม ท๊อป และฝน ซึ่งถือว่าเป็นดรีมทีมที่ผ่านร้อนผ่านหนาวและมีประสบการณ์ในการปีนเขาอันเลวร้ายและรอดมาได้อย่างหวุดหวิดหลายครั้ง และถ้าจะต้องมีทริปโหดๆที่เสี่ยงตาย ก็คงจะหนีไม่พ้นกลุ่มนี้ที่พอจะมีแววไปลำบากด้วยกันได้และมีความห้าวในสายเลือดอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน

หลังจากซัดอาหารเช้าฝีมือท๊อปเรียบร้อยกันแล้ว พวกเราก็เดินทางออกจากอพารท์เม้นท์ของท๊อปที่เมือง Lausanne ในช่วงเช้า โดยนั่งรถไฟจาก Lausanne มาลงที่สถานนี Sion และต่อรถบัสไปยัง Les Haudères, centre และต่อรถบัสอีกคันไปลงที่ Arolla, poste ซึ่งเป็นจุดเริ่มเดินของพวกเรา ผมเองมีความกังวลเล็กน้อยกับเส้นทางที่จะไป Cabane der Bertol เพราะสภาพอากาศเมื่อวานเลยเข้าไปสอบถามที่จุดบริการนักท่องเที่ยวของ Arolla ว่าสภาพเส้นทางนั้นเป็นอย่างไรบ้าง คำตอบของจนท.ที่ตอบกลับมานั้น คือห้ามขึ้น Bertol เด็ดขาด ทำให้ผมกับสมาชิกเดินคอตกออกมาตามๆกัน ซึ่งตอนนั้นก็เป็นเวลาประมาณ 10 โมงแล้ว หากจะเปลี่ยนเส้นทางการเดินไปที่อื่นที่ไม่เสี่ยงต่อหิมะถล่มก็เห็นทีคงจะต้องยกเลิกทริปที่คิดกันมาแรมเดือนแน่ๆ พวกเราเลยตัดสินใจเข้าไปนั่งพักกินของว่างกันในคาเฟ่ใกล้ๆชื่อว่า Restaurant du Pigne d’Arolla เพื่อวางแผนว่าจะเอายังไงก็ต่อดี

จุดลงรถบัส Arolla, Poste

หลังจากการขบคิดสามสิบตลบและหนังท้องที่ตึเริ่มงจากของว่างก่อนหน้านี้ พวกเราก็ได้ข้อสรุปกันว่ามีเพียงทางเลือกเดียวเท่านั้นที่เป็นไปได้ ก็คือเส้นทางการเดินจาก Arolla ไปยัง Cabane des Dix ซึ่งมีความเสี่ยงน้อยที่สุด ด้วยสภาพเส้นทางที่ไม่ต้องใช้เทคนิคมากและระยะทางกับความสูงไม่หนักเท่าเส้นทาง Cabane der Bertol เมื่อได้ข้อสรุปดังนั้นผมก็เดินเข้าไปที่จุดบริการนักท่องเที่ยวอีกครั้งนึงเพื่อสอยแผนที่ TOPO 1:50,000 283T (ทำไมต้อง 1:50,00 283T) ของ Arolla มาเล่มนึงเพื่อใช้อ้างอิงเส้นทางเนื่องจากเป็นเส้นทางในระดับ T5 (T5 คืออะไร) จึงจำเป็นที่จะต้องมีติดตัวไว้เนื่องจากการเดินในระดับนี้จะไม่มีเส้นทางบอกไว้ชัดเจน นักปีนเขาจะต้องเป็นผู้กำหนดเส้นทางด้วยตัวเองตามสภาพภูมิประเทศในช่วงเวลานั้นจะอำนวย

เส้นทาง Arolla – Pas de Chèvres

พวกเราแบกเป้ขึ้นหลังและออกเดินทางจากคาเฟ่ขึ้นเนินไปทางโรงแรม Kurhaus และ Cafe Buvette De La Chalotte และขึ้นเขาต่อ เพื่อจะไปยังจุดเช็คพ๊อยท์ครึ่งทางที่ชื่อว่า Pas de Chèvres ระหว่างทางพวกเราก็เม้าท์มอยกันอย่างสนุกสนาน เสียงหัวเราะคิกคักดังมาจากจากฝนและท๊อปซึ่งได้ขึ้นชื่อว่าเป็นแก๊งค์ปีนเร็วที่สุดในกลุ่มกำลังบลัฟกันไปมาว่าใครจะเหนื่อยจนต้องขอพักก่อนกัน ท่ามกลางอากาศ 12 องศา ในฤดูใบไม้ร่วง พวกเราสามคนเดินผ่านดงป่าสนที่กำลังทอสีเป็นประกายสลับไปมาทั้งส้ม แดง และเหลือง ยาวไปจนสุดลูกหูลูกตาประกอบกับความยิ่งใหญ่ของภูเขาสองลูกที่ตั้งอยู่ตรงหน้าอย่าง Mont Collon และ Pigne d’Arolla ที่ปรกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวโพลนตัดกับสีสันอันฉูดฉาดของใบสนแล้ว ผมต้องบอกเลยว่า ชีวิตนี้คงยากที่จะได้เห็นอะไรสวยงามแบบนี้

2 ชั่วโมงผ่านไป เราสามคนเดินทะลุดงป่าสนขึ้นมา เส้นทางเริ่มไม่มีต้นไม้ มีเพียงทุ่งหญ้าสีทองและเส้นทางเดินที่ซิกแซกไปมาเนื่องจากความชันของเนินที่เพิ่มมากขึ้น ภูมิประเทศเริ่มเปลี่ยนไปจากทุ่งหญ้าสีทองกลายเป็นพื้นหินเนื่องจากระดับความสูงเริ่มเกิน 2400m จากระดับน้ำทะเลมาแล้ว ผมค่อยๆเดินด้วยความเร็วปานกลางไม่เร่งรีบมากเพราะว่าต้องแบกน้ำหนักกว่า 14 กิโลไปด้วยเนื่องจากเป็นช่วงที่กำลังเข้าสู่หน้าหนาว ที่พักของเราจึงไม่เปิดทำการแต่จะเปิดเฉพาะส่วนที่เรียกว่า Winter Room เป็นห้องพักเล็กๆขนาด 10 เตียงที่เปิดทิ้งไว้ให้เข้าไปพักและจ่ายเงินผ่านทางไปรษณีย์ ซึ่งเราจะต้องแบกอาหารและน้ำไปเองเพราะไม่มีคน operate

ระหว่างทางที่ใกล้จะถึง Pas de Chèvres ก็เริ่มมีเสียงบ่นถึงความหนักบนเป้ ท๊อปเริ่มควักของกินอย่างกล้วยและขนมปังออกมากินโดยทั้งๆที่ยังไม่หิวมากนัก แต่ทำไปเพียงเพราะจะลดโหลดน้ำหนักบนกระเป๋า ซึ่งมันก็คงจะไม่แปลกอะไรที่จะควักของกินออกมากินระหว่างทางถ้านั่นไม่ใช่อาหารเช้าของพวกเราทั้งหมดในวันรุ่งขึ้นซึ่งท๊อปเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องอาหารเช้า ! (ฮา) หลังจากการหยุดพักลดโหลดของท๊อปพวกเราก็เดินกันต่อ เส้นทางก็เริ่มมีหิมะปรกคลุมมากขึ้นเรื่อยๆจนเต็มไปหมดและอากาศก็เริ่มเย็นลง และหลังจากการเดิน 4 ชั่วโมงพวกเราก็มาถึง Pas de Chèvres ซึ่งเป็นหน้าผาสูง (2,991m) ถัดจากหน้าผาไปเป็นธารน้ำแข็ง Chielon ที่เราจะต้องข้ามไปเพื่อไปยังภูเขาอีกลูกที่เป็นที่ตั้งของ Cabane de Dix จุดหมายปลายทางของเรา

บันไดลิง Pas de Chèvres

หลังจากแวะพักเหนื่อย ชมวิว และถ่ายรูปกันอยู่ที่ Pas de Chèvres พักใหญ่ก่อนจะควักถุงมืออกมาสวมเพราะอากาศเริ่มจะหนาว ผมยืนพิจารณาดูเส้นทางที่เป็นไปได้ในการข้ามธารน้ำแข็งพลางดูเวลาที่ข้อมือเพื่อคำนวนเวลาที่จะต้องใช้เดินเพื่อที่ไปให้ทันก่อนพระอาทิตย์ตก เพราะเป็นที่รู้กันว่าบนเส้นทางเดินเขานั้นหากแสงอาทิตย์หมดไปจะสร้างความยากลำบากในการเดินมาก ทั้งยังเสี่ยงต่ออันตรายอื่นๆอีกไม่ว่าจะเป็นเรื่องความหนาวและการประเมินเส้นทางในการเดินในสภาพแสงน้อย ทันใดนั้นฝนก็เปรยๆออกมาว่าอยากไปถึงก่อนห้าโมงเย็น ซึ่งขณะนั้นเวลาก็น่าจะปาไปบ่ายสามกว่าๆแล้ว หลังจากนั้นพวกเราก็รีบกุลีกุจอแบกเป้ขึ้นหลังและเดินทางต่อ และเส้นทางต่อไปนี้เองที่เป็นจุดไฮไลต์ของ Pas de Chèvres ซึ่งก่อนที่เราจะข้ามธารน้ำแข็ง Chielon เราจะต้องปีนลงจากหน้าผาเสียก่อน จุดสำหรับผมถือว่าเป็นสถานีแห่งความสนุกของเส้นทางเลย ซึ่งทาง SAC หรือ Swiss Alpine Club ได้สร้างบันไดลิงเอาไว้ติดกับหน้าผาให้นักปีนเขาได้ใช้เพื่อลงไปยังจุดที่จะข้ามธารน้ำแข็ง ตัวบันไดมีความสูงรวมราวๆ 18 เมตรและต้องเปลี่ยนบันไดกลางทางอีกหนึ่งต่อ ซึ่งสร้างความตื่นเต้นให้พวกเราเล็กน้อย แต่ทั้งนี้ความพีคไม่ได้อยู่ที่บันไดลิง แต่เป็นรอยต่อระหว่างพิ้นดินกับตัวบันไดลิงที่ห่างกันเกือบ 3 เมตร และพื้นข้างล่างกว้างเพียงแค่ 1 ฟุตซึ่งถัดไปก็เป็นสโลปกึ่งๆหน้าผา !

เหตุก็คือ บริเวณนี้ที่เคยเต็มไปด้วยหิมะสูงหลายเมตร ซึ่งสะสมมาจากหน้าหนาวเมื่อต้นปีนั้นได้ละลายหายไปหมดแล้วพร้อมกับหน้าร้อนที่ผ่านมา เลยทำให้ตัวบันไดอยู่สูงกว่าพื้นดินเกือบ 3 เมตร ผลก็คือพวกเราต้องค่อยๆหย่อนตัวลงไปโดยเกาะบันไดขั้นสุดท้ายเอาไว้ เพื่อใช้ความยาวของลำตัวขยับเข้าใกล้พื้นดินให้มากที่สุดแล้วค่อยๆหย่อนตัวลงอย่างระมัดระวัง เนื่องจากหากกระโดดลงมาเลยอาจจะบาดเจ็บหรือตกเขาได้ หลังจากลงมาได้แล้วก็ยังต้องเดินผ่านพื้นหินร่วนๆที่ลาดเอียงไปซะจนแทบไม่สามารถจะเดินได้ ทำให้พวกเราสามคนได้แต่เอียงตัวเกาะไปตามสโลปและใช้ Ice Axe ขุดลงไปบนพื้นเพื่อสร้างทางเดินลัดเลาะไปตามผาอย่างทุลักทุเล แถมดินตามทางเดินก็ยังสไลด์ลงไปเรื่อยๆจนท๊อปเกือบไถลตกลงไปด้านล่าง ส่วนปัจจุบันทาง SAC ก็ได้ทำการอัพเกรดบันไดเป็นที่เรียบร้อย โดยสร้างทางลงไว้หลายทาง รวมถึงมีทางเดินที่เชื่อมต่อไปอีกบันไดได้ด้วยเพื่อสะดวกในการเปลี่ยนบันไดไปลงยังจุดอื่นๆในกรณีที่หิมะละลายในช่วงหน้าร้อนและไม่สามารถลงจุดที่สะดวกที่สุดได้

ธารน้ำแข็ง Chielon และเสียงปริศนาจาก Cabane

เมื่อผ่านเส้นทางดินสไลด์สุดระทึกมาแล้ว พวกเราก็เดินมาจนถึงบริเวณใกล้ธารน้ำแข็ง ผมตัดสินใจว่าเราจะต้องเดินอ้อมลงไปยังปลายสุดของธารน้ำแข็งที่มีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นหินและมองเห็นได้ชัดเจนเพื่อข้ามตัดธารน้ำแข็งจากตรงนั้น จากนั้นค่อยเดินอ้อมกลับขึ้นมาที่ Cabane เพื่อลดความเสี่ยงในการเดินตัดธารน้ำแข็งที่มีหิมะปรกคลุม เพราะเราไม่รู้ว่าตรงไหนบ้างที่จะเป็นจุดเปราะบางและมีรอยแยก (Crevasse) อยู่ข้านใต้ เนื่องจากพวกเราไม่ได้พกเชือกมาด้วยหากใครตกลงไปก็จะไม่มีเซฟตี้เลย

การเดินบนภูมิประเทศที่มีแต่หินนั้นเป็นเรื่องที่ยากลำบากมากในการที่จะค้นหาเส้นทางที่ถูกต้อง พื้นที่ใกล้ธารน้ำแข็งนั้นเต็มไปด้วยหินที่หน้าตาคล้ายคลึงกันไปหมดและไม่สามารถหาจุดอ้างอิงบนแผนที่ได้แม่นยำนัก ทำให้พวกเราเดินลงมาไกลมากแต่ไม่สามารถหาเส้นทางที่ถูกต้องได้ซักที แม้ภาพที่มองลงมาจากบน Pas de Chèvres นั้นจะดูเหมือนใช้เวลาไม่นานในการเดินข้ามและเส้นทางดูไม่ไกลนักเมื่อมองจากมุมนั้น แต่พอลงมาด้านล่างจริงๆเราก็พบว่า สเกลมันผิดเพี้ยนไปหมด เพราะไอ้ที่คิดว่าสั้นหรือแคบกลับทั้งกว้างทั้งยาวกว่ามาก ก้อนหินที่ดูเล็กก็กลับมีขนาดใหญ่ครึ่งหนึ่งของตัวเรา เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วและพวกเรายังคงเดินงงอยู่ในดงหิน ไม่นานเราก็พบก็ก้อนหินขนาดใหญ่ที่มีสีเขียนไว้วว่า Cabane des Dix และชี้ลูกศรไปทางซ้าย ผมเองชั่งใจอยู่ว่านี่มันไม่น่าจะใช่ทางที่ข้ามได้เพราะเราก็ยังเห็นธารน้ำแข็งทอดตัวขวางอยู่อยู่ไกลๆ แต่ด้วยเวลาที่กระชั้นลงมาและความเหนื่อยล้าของสมาชิกเลยต้องตัดสินใจเลี้ยวตรงนี้ดีกว่าก่อนที่แสงอาทิตย์หมดไป ไม่นานนักหลังจากเดินฝ่าดงหินออกมากเราก็มาพบกับทางข้ามซึ่งเป็นจุดที่นักปีนเขาคนอื่นๆทำไว้โดยการเอาพาเลทไม้มาวางพาดไปยังธารน้ำแข็ง ผมเริ่มใจตุ้มๆต่อมๆว่ามันน่าจะอันตราย แต่พอมองไปด้านหน้าก็เห็นว่ามีการทำสัญลักษณ์(กึ่งฐาวร)ไว้อยู่ให้เห็นก็เลยชื้นใจขึ้นมาระดับนึง จากนั้นพวกเราก็นั่งรื้อเป้เพื่อเอารองเท้าที่ใช้สำหรับเดินบนธารน้ำแข็ง(Crampon)ออกมาใส่

พวกเราเดินลัดเลาะไปบนธารน้ำแข็งตามสัญลักษณ์ที่มีอยู่บ้างและบ้างก็ต้องด้นสดเองบ้างเพราะบางจุดก็ไม่มีสัญลักษณ์อะไรเลย เลยต้องเช็คก่อนก้าวไปด้วยการเอาไม้โพลกระทุ้งไปที่จุดที่จะเดินไปเสียก่อน ขณะที่พวกเรากำลังมีสมาธิในการอ่านไลน์น้ำแข็งอยู่นั้น ก็มีเสียงตะโกนทักทายมาจาก Cabane แม้ว่าจะห่างกันไกลมาก แต่ด้วยความที่บนเขาไม่มีเสียงรบกวนและมีสันเขาหลายลูกเป็นเหมือนเครื่องสะท้อนและขยายเสียงทำให้พวกเราได้ยินเสียงชัดเจนมาก พวกเราจึงทำการตะโกนทักทายโต้ตอบกันไปมาอยู่พักนึง และเป็นอันรู้กันว่างานนี้มีเพื่อนร่วมทางให้อุ่นใจอยู่เหมือนกัน ซึ่งโดยปรกติแล้วช่วงเข้าหน้าหนาวมักจะไม่ค่อยมีคนมาเดินเขาเท่าไรนัก เนื่องจากมีความเสี่ยงเรื่องเส้นทางและสภาพอากาศมากกว่าหน้าร้อนและที่พักก็ปิดทำการเหลือไว้เพียงแค่ Winter room เท่านั้น

ความืด ความหนาว และ ความงงในดงหิน

ผ่านไปเกือบสองชั่วโมงที่พวกเราต้องเดินข้ามธารน้ำแข็งกัน แสงอาทิตย์ก็เริ่มที่จะมืดลงบ้างแล้ว พวกเราถอดเป้กันอีกครั้งเพื่อเก็บ Crampon และเอาไฟฉายคาดหัวออกมาเพื่อเตรียมพร้อมเมื่อแสงอาทิตย์หมดไป แพลนที่วางไว้ว่าพวกเราจะไปถึงที่พักก่อนห้าโมงเย็นนั้นดูเหมือนจะเกินเบอร์มามาก เพราะตอนนี้เราเพิ่งจะอยู่ที่ตีนเขาและเวลาก็ปาไปหกโมงกว่าแล้ว ถึงตรงนี้ก็เพียงเดินขึ้นไปอีกนิดหน่อยก็จะถึงที่พักแล้ว แต่เหมือนเดจาวูทางที่จะเดินขึ้นนั้นมีความชันมากและอันตรายเกินกว่าจะปีนตัดขึ้นไปตรงๆได้ ซึ่งตรงจุดนี้ไม่มีสัญลักษณ์บอกทางใดๆทั้งสิ้น (ก็ใช่สิ นี่มันเทรลระดับ T5 นี่นา) พวกเราพยายามหาทางอ้อมที่จะขึ้นไปยังจุดพักได้โดยง่าย ดงหินที่หน้าตาคล้ายคลึงกันไปหมดนั้นทำให้พวกเราหลงทาง เดินเท่าไรก็ยังไม่เจอจุดที่จะขึ้นได้สักทีจนผ่านไปเป็นชั่วโมงๆในขณะที่พระอาทิตย์ก็ลาลับขอบฟ้าไปแล้ว ทำให้พวกเรามองเห็นทางได้ยากลำบากมากขึ้นไปอีก อุณหภูมิก็เริ่มลดต่ำลงจนอยู่ที่ประมาณ -3 องศา ความมืด ความหนาว และความงงในดงหินเพิ่มแรงกดดันให้กับพวกเราเป็นอย่างมากจนความเหนื่อล้าและท้อแท้เริ่มเข้ามาแทนที่

ในที่สุดเมื่อไม่สามารถหาทางอ้อมขึ้นไปยังที่พักได้พวกเราจึงตัดสินใจเสี่ยงปีนตัดเส้นทางขึ้นไปแบบตรงๆอย่างทุลักทุเล ผมปีนนำขึ้นไปก่อนตามติดมาด้วยด้วยฝนและท๊อปผู้ซึ่งลืมสิ่งที่สำคัญที่สุดไว้ที่บ้าน นั่นก็คือไม้โพล เนื่องจากเส้นทางที่พวกเราปีนขึ้นนั้นมีความชันและลื่นมากประกอบกับดินที่สไลด์ลงมาเลื่อย การปีนโดยปราศจากไม้โพลนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้เลย ฝนกับท๊อปจึงต้องแบ่งไม้โพลกันใช้คนละอัน ท่ามกลางความกังวลและกดดันของพวกเราในระหว่างปีนขึ้นเขา ในที่สุดก็เหมือนโชคจะเข้าข้างกันบ้าง แสงไฟจากไฟฉายคาดหัวของผมส่องผ่านไปยังก้อนหินก้อนหนึ่งที่อยู่ด้านหน้าจนผมไปสะดุดตากับสี้ที่ถูกเพ้นท์ไว้บนก้อนหิน เป็นแถบสีขาวคาดแดงซึ่งเป็นสัญลักษณ์บอกเส้นทางในระดับ T3 พวกเราถึงกับโล่งใจเพราะในที่สุดก็มาถึงเส้นทางที่เป็นเส้นทางจริงๆเสียทีหลังจากหลงทางอยู่นาน

หลังจากเดินขึ้นมาได้สักระยะ สปีดการเดินของพวกเราก็เริ่มช้าลง หน้าตาของทุกคนดูเหนื่อยล้าเป็นพิเศษเนื่องมาจากสถานการณ์ก่อนหน้าที่มีแรงกดดันค่อนข้างสูง แต่ไม่นานนักเราก็ได้ยินเสียงตะโกนจากบนที่พักลงมาแบบฟังไม่ได้ศัพท์ พวกเราจึงตะโกนตอบกลับไปแบบไม่ได้ศัพท์เช่นกัน หลังจากนั้นพวกเราก็เห็นแสงไฟเล็กๆสองดวงกำลังเคลื่อนที่ลงมาหาพวกเรา เวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมงในที่สุดเราก็ได้พบกับเจ้าของแสงไฟสองดวงนั้น ปรากฏว่าเป็นชาวฮอลแลนด์สองคนที่มาปีนเขาและพักที่เดียวกับเรา แต่เดินขึ้นมาจากอีกทางหนึ่งซึ่งเป็นเส้นทางขากลับของพวกเรา พวกเขาบอกว่าเห็นเราตั้งแต่กำลังจะเดินข้ามธารน้ำแข็ง คิดว่าอีไม่เกินสองชั่วโมงก็น่าจะเดินทางถึงที่พักแต่ปรากฏว่าเวลาผ่านไปกว่าสามชั่วโมงพวกเราก็ยังมาไม่ถึงเลยคิดว่าอาจจะเกิดปัญหาเลยเดินลงมาตามหา หน้าตาของท๊อปกับฝนเริ่มดูมีพลังขึ้นมาทันทีหลังจากที่หนุ่มฮอลแลนเดอร์สองคนอาสาช่วยแบกกระเป๋าเป้ขึ้นไปให้

Home Sweet Home

ไม่นานพวกเราก็มาถึงที่พัก หลังจากเทสัมภาระอันหนักลงไปกองกับพื้นแล้ว สองหนุ่มฮอลแลนเดอร์ก็เดินเข้าไปเอา Touren tea (ชาเดินเขา) ออกมาต้อนรับพวกเราอย่างเป็นเป็นทางการ พวกเราซึ่งตกอยู่ในสภาพซอมบี้หลังจากได้จิบชาร้อนๆที่ผสมน้ำตาลเข้าไปก็เริ่มมีเรี่ยวแรงกันขึ้นมา และร่วมวงสนทนากับหนุ่มฮอลแลนเดอร์ทั้งสองคนอย่างสนุกสนานอยู่ด้านหน้าของที่พัก โดยคนที่ดูเอนจอยที่สุดน่าจะเป็นฝนสาวน้อยหนึ่งเดียวในทีมของเรา

เมื่อร่างกายได้พักและไม่มีการเคลื่อนไหว พวกเราจึงเริ่มรู้สึกถึงความเย็นยะเยือกที่แทรกซึมมาตามร่างกาย จึงค่อยๆทยอยขนสัมภาระและย้ายก้นกันเข้าไปในห้องพักกัน เพื่อที่จะเริ่มเตรียมอาหารเย็นสำหรับคืนนี้ สภาพภายในห้องพัก เมื่อเดินเข้ามาก็จะมีตู้เก็บอุปกรณ์เช่นพวกรองเท้าไม้โพลและกระเป๋าแบ่งไว้เป็นสัดส่วน ถัดมาก็จะเป็นเตาผิง ซึ่งเตานี้เป็นเตาเล็กๆใช้ไม้ฟืนเป็นเชื้อเพลิง ทำหน้าที่ทั้งให้ความอบบอุ่นภายในห้องและขณะเดียวกันก็สามารถต้มน้ำหรือทำอาหารอย่างอื่นได้ด้วย ส่วนฝั่งตรงข้ามก็จะเป็นตู้เก็บของพวกอุปกรณ์การทำอาหารเช่น กระทะ หม้อ มีด จาน ช้อน ส้อม และอื่นๆ ให้นักปีนเขาสามารถนำไปใช้ได้ด้วย ซึ่งอุปกรณ์ในการทำอาหารก็ถือว่ามีครบครัน พร้อมสำหรับทำเมนูที่ซับซ้อนได้เลยทีเดียว ถัดมาหน่อยก็จะเป็นโต๊ะอาหารยาวๆที่นั่งรวมกันได้สักประมาณสิบกว่าคน ซึ่งถัดไปไม่กี่ก้าวก็จะเป็นส่วนของที่นอนซึ่งเป็นเตียงสองชั้นๆละสองแถว สามารถจุสมาชิกได้ราวๆแปดคน

ผมผู้รับผิดชอบเรื่องอาหารเย็นก็เริ่มควักเอาสเบียงที่เตรียมไว้ออกมา โดยเมนูในคืนนี้ก็คือมันฝรั่งบดกับหมูแช่เกลือรมควัน ผมนำเอามันฝรั่งบดแบบผงที่จากซุปเปอร์มาเก็ตมาผสมกับ เนย นม พริกไทย และน้ำร้อน คนจนเข้ากันดีจนรูปร่างหน้าตาเริ่มออกมาเหมือนมันบด เอามากินกับหมูแช่เกลือรมควันที่ท๊อปหั่นเป็นชิ้นไว้รออยู่แล้ว พวกเรานั่งกินและเม้าท์มอยกับเพื่อนฮอลแลนเดอร์กันอย่างสนุกสนานท่ามกลางเสียงเทียนจากเทียนเพียงเล่มเดียวที่ตั้งอยู่กลางวงสนทนา เนื่องจากหลอดไฟภายในที่พักสามารถเปิดได้ครั้งละหนึ่งนาทีเท่านั้น เพื่อเป็นการประหยัดไฟเนื่องจากใช้พลังงานจากโซล่าเซลล์ที่กักเก็บเอาไว้จากตอนกลางวัน

อาหารเย็นหมดไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางวงสนทนาระหว่างพวกเราและเพื่อนชาวดัตช์ ซึ่งกำลังเมาท์มอยถึงประสบการณ์การเดินทางมายังกาบานเดดีสอย่างสนุกสนาน ต่อด้วยการจิบชาร้อนๆสู้ความหนาวเย็นระหว่างชมวิวกลางคืนบริเวณนอกที่พัก ด้วยความที่มันเป็นช่วงที่ปิดทำการเลยทำให้มีแค่พวกเราที่อยู่บนนี้ พวกเราจึงสามารถเสียงดังได้และเดินเล่นได้ตามใจชอบ เพราะถ้าหากเป็นช่วงปิดทำการ นักปีนเขาทุกคนจะเข้านอนกันไวมาก และที่พักส่วนใหญ่จะมีธรรมเนียมปฏิบัติคือห้ามส่งเสียงดังหลังสี่ทุ่ม ซึ่งไอ้คำว่าห้ามส่งเสียงดังนี่คือแทบจะต้องกระซิบคุยกันเพราะทุกคนให้ความสำคัญกับการพักผ่อนและการเคารพนักปีนเขาคนอื่นๆมาก ซึ่งส่วนใหญ่ที่มาเป็นกรุ๊ปมักจะต้องออกเดินทางกันตั้งแต่เช้ามืด

ผมเดินออกมาสำรวจรอบๆที่พัก ชมวิวรอบๆในช่วงคืนเดือนหงายทำให้เห็นภูเขาและพื้นที่ส่วนใหญ่ค่อนข้างชัดเจนเนื่องจากแสงสะท้อนจากดวงจันทร์ และแม้ว่าจะเป็นคืนเดือนหงายผมก็ยังเมเนจถ่ายภาพดาวสวยๆมาได้แม้ว่าแสงจะไม่ค่อยอำนวยเท่าไร ผมเดินวนถ่ายรูปไปอยู่สักครึ่งชั่วโมงก็เริ่มรู้สึกว่าอุณหภูมิเริ่มจะลดลงอย่างรวดเร็วจนเริ่มหนาวจึงกลับเข้าห้องพักกระโดดเข้าซุกตัวอยู่ในผ้าห่มอย่างสบายใจ

เส้นทาง Cabane des Dix – Lac des Dix

หลังจากได้หลับกันเต็มตื่นพวกเราก็เริ่มทยอยทำธุระส่วนตัวอย่างไม่เร่งรีบ เนื่องจากเส้นทางวันนี้ไม่ต้องใช้เทคนิคมากและเดินแบบสบายๆทำให้พวกเราสามารถใช้เวลาช่วงเช้าบนที่พักได้อย่างเต็มที่ พวกเราเริ่มต้นวันด้วยการออกมาถ่ายรูปและชมวิวภูเขาในช่วงเช้าพลางคุยกันถึงความทรหดที่เส้นทางที่พวกเราเดินผ่านมาเมื่อวาน รวมไปถึงกิจกรรมการผ่าฟืนที่สร้างความสนุกสนานให้ชาวคณะเป็นอย่างมาก เพราะผ่ากันไม่ได้ขนาดสักที (ฮา) อากาศในช่วงเช้าผสมกับกลิ่นฟืนที่เผาไหม้อยู่ในเตาช่วยปลุกพวกเราให้สดชื่นได้เป็นอย่างดี

หลังจากเก็บของเรียบร้อยพวกเราก็ลงนามในหนังสือเยี่ยมชมพร้อมกับบอกลา Cabane des Dix อย่างเป็นทางการ เส้นทางขากลับนั้นค่อนข้างง่ายเนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเนินเรียบๆที่ไม่มีอุปสรรคมากนัก จะแย่หน่อยก็คือว่าหิมะที่ตกลงมาเมื่อสองวันก่อนยังคงปรกคลุมเส้นทางส่วนใหญ่ ทำให้เราหาจุดอ้างอิงบนแผนที่ได้ยากไปสักนิด ใช้เวลาราวๆ 3 ชั่วโมงพวกเราก็กลับลงมาถึงบริเวณเขื่อนเก็บน้ำ Dixance พวกเราแวะหยุดชื่นวิวอันสวยงามและถ่ายรูปกันเล็กน้อยก่อนจะเดินทางต่อบนเส้นทางรถเพื่อไปยังสันเขื่อนและต่อรถกลับไปยัง Sion เพื่อแยกย้ายกันกลับเมืองของตัวเองต่อไป

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *